ปี 2016 เป็นปีที่ร้อนที่สุดตั้งแต่มนุษย์เคยจดบันทึกมา

desert-hot

สถาบันทางวิยาศาสตร์ที่สำคัญ 3 แห่งได้แก่ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ องค์การนาซ่าและศูนย์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยรายงานข้อมูลเกี่ยวกับภาวะอากาศของโลกที่ว่าว่าปี 2016 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีการจดบันทึกมา และแสดงให้เห็นอีกว่าใน 17 อันดับของปีที่ร้อนที่สุดนั้นมี 16 อันดับที่อยู่ในศตวรรษนี้

การบันทึกอุณหภมิของโลกกระทำการจดบันทึกครั้งแรกในปี 1880 (ซึ่งคือตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 ของประเทศไทย) และจากอดีตถึงปัจจุบันอุณภูมิของโลกและอุณภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรได้เพิ่มขึ้น 1.1  องศาเซลเซียสจากอุณภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม จากข้อมูลนี้ก็หมายถึงว่าเราเกือบจะถึง 1.5 องศาเซลเซียสแล้วซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในข้อตกลงปารีสที่ทุกประเทศตกลงกันใด้ในปีที่แล้ว 2016

Global_Temperature2

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ามลพิษจากแก๊สที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์โดยการเผ่าไหมเชื้อเพลิงต่าง ๆ รวมด้วยกับการตัดไม้ทำร้ายป่าเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ส่งผลทำให้ปี 2016 เป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุด และมลพิษที่คงอยู่ในชั้นบรรยากาศเป็นสาเหตุทำให้โลกจะมีแนวโน้มร้อนขึ้นไปอีก ผลกระทบของภาวะผันแปรภูมิอากาศไม่ได้ทำให้โลกร้อนขึ้นเพียงอย่างเดียวแต่จะทำให้เกิดน้ำท่วมภัยแล้งพายุที่รุนแรงและไฟป่ามากเป็นประวัติการณ์ด้วย

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่าเอลนีโญ (El Niño) ที่เกิดขึ้นในปี 2016 เป็นตัวที่ทำอุณหภูมิสูงมากเป็นประวัติการณ์ด้วย แต่นักวิทยาศาสตร์ยังเชื้อว่าผลของการกระทำของมนุษย์เป็นปัจจัยหลักและจะยังทำให้มีแนวโน้มของอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไปอีก เอลนีโญ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทิศทางของลมเกิดการเปลี่ยนแปลงจากปกติและเป็นสาเหตุทำให้บางพื้นที่ที่ปกติจะเข้าสู่ฤดูฝนกับแห้งแล้ง เพราะทิศทางลมมีความสำคัญต่อการนำพาความชื้น ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นประมาณทุก 10 ปี

2016-warmest-year-on-record

ในขณะที่อุณภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 1.1 องศาในเขตอาร์กติกเป็นเขตที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าซึ่งมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสจากทศวรรษที่แล้ว การที่เขตอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้น้ำแข็งในเขตขั้วโลกละลายเร็วขึ้นและนั้นอาจะไปเป็นผลโดยตรงกับภาวะอากาศของโลกและผลต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก และเมื่อน้ำแข็งละลายอาจจะทำให้แก๊สมีเทนถูกปล่อยออกมาจากการละลายของเพอร์มาฟรอสท์ที่ปกติพื้นดินจะแข็งเป็นน้ำแข็งอย่างถาวร แก๊สมีเทนเป็นแก๊สที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งเป็นแก๊สที่แรวร้ายกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้ามีจำนวนแก๊สมีเทนมากในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นก็หมายถึงจะเป็นการเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น

นักวิทยาศาสตร์หลายคนคาดว่าในปี 2017 ปีนี้จะไม่ร้อนเหมือนกับในปี 2016 เพราะปรากฏการณ์เอลนีโญได้ผ่านไปแล้ว แต่นั้นไม่ได้หมายถึงว่าภาวะผันแปรภูมิอากาศได้จบลง มนุษย์ยังมีการเผ่าไหมพลังงานที่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกไม่น้อยลงในปีนี้หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำซึ่งทำให้ในระยะยาวจะทำให้โลกร้อนขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของภาวะอากาศบนโลกก็คือการที่มีภาวะอากาศมีเสถียรภาพเพราะนั้นทำให้เราสามารถทำการเกษตร ต่าง ๆ ได้ตามฤดูการ การที่อากาศบนโลกมีเสถียรภาพทุกวันนี้จะขึ้นอยู่กับการที่อุณหภูมิของมหาสมุทรมีเสถียรภาพ แต่ถ้าอุณหภูมิของมหาสมุทรเปลี่ยนแปลงแม้แต่เพียงเล็กน้อยอากาศบนโลกใบนี้ก็จะยากที่จะคาดเดาได้นั้นก็คือฤดูการต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ซึ่งอาจจะทำให้เราเห็นน้ำท้วมหนักในหน้าร้อนและภัยแร้งในหน้าฝน

 

 


 

ที่มา  UK Met Office Nasa และ Noaa

 

 

error: กด RightClick แทน