การวิจัยใหม่ชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัสเอชไอวีสามารถหยุดได้

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนประเทศอังกฤษรายงานว่าโอกาสจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจะเป็นศูนย์หากมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ไดรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในระดับที่เชื้อไวรัสไม่สามารถตรวจพบได้ งานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร the Lancet

การศึกษาได้กระทำกับกลุ่มชายรักร่วมเพศเกือบ 1,000 คู่ทั่วยุโรป โดยที่แต่ละคู่จะมีบุคคลคนหนึ่งที่ติดเชื้อไวรัสเอสไอวีและอีกคนหนึ่งปกติ และบุคคลที่ติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยวิธีอาร์ทหรือการรักษาโรคเชื้อไวรัสเอสไอวีในปัจจุบันที่ใช้ยาต้านไวรัสหลายชนิดรวมกัน

จากผลของการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสไม่ได้เผยเชื้อไวรัสให้กับคู่รักถึงแม้ว่าระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ไม่มีถุงยางอนามัยก็ตาม อย่างไรก็ตามมีผู้ชายจำนวน 15 คนในกลุ่มที่ร่วมในการศึกษาได้เกิดติดเชื้อเอชไอวีขึ้นในระหว่างการศึกษาช่วงเวลาทั้งหมดแปดปี แต่จากการทดสอบดีเอ็นเอพิสูจน์ว่าบุคคลเหล่านี้มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช้คู่รักที่รวมในกรณีศึกษาของตน

ศาสตราจารย์ผู้นำในการวิจัยนี้ได้กล่าวว่า การศึกษาชี้ให้เห็นหลักฐานที่เป็นข้อสรุปว่าความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสเอสไอวีจะเป็นศูนย์หากคู่รักได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ผลการวิจัยได้สนับสนุนการรณรงค์ระดับนานาชาติที่ว่าหากได้รับการรักษาจนเชื้อไวรัสไม่สามารถตรวจพบได้ เชื้อไวรัสก็จะไม่สามารถแพร่ระบาดให้กับบุคคลอื่นระหว่างการรวมเพศได้

ผลการวิจัยล่าสุดนี้ยังย้ำถึงความสำคัญในการตรวจเชื้อเอชไอวีตั้งแต่เนิ่นๆและบ่อยๆสำหรับผู้มีความเสี่ยง   หากผู้ติดเชื้อทุกคนได้รับการรักษาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเอสไอวีก็จะหมดไปในอนาคต จำนวนผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยการติดเชื้อใหม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 2005 โดยตัวเลขจากปี 2017 แสดงให้เห็นถึงการลดลงถึง 17% ในปี 2016 ซึ่งได้ลดลงไปถึง 28% เมื่อเทียบกับปี 2015 อย่างไรก็ตามการได้รับการวินิจฉัยการติดเชื้อที่ล่าช้ายังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ และยังคงมีสัดส่วนถึง 43% ของการวินิจฉัยผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีใหม่ทั้งหมด

 

 

error: กด RightClick แทน