วัคซีนที่ป้องกันโรคหนองในเทียมกำลังใกล้เป็นความจริงแล้ว

วัคซีนที่ป้องกันโรคหนองในเทียมใกล้จะเป็นความจริงมากยิ่งขึ้นแล้วหลังจากการทดลองทางคลินิกระยะแรก(ระยะทดสองความปลอดภัย)พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยกับอาสาสมัครทุกคน และจากการทดลองวัคซีนได้กระตุ้นทำเกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับของแอนติบอดีต่อต้านเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียที่มีอยู่ในเลือดและในของเหลวของช่องคลอด

โรคหนองในเทียมเป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง โรคหนองในเทียมเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์คลามีเดีย ทราโคมาทิส ผู้ที่ได้รับการติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการให้เห็นแต่ในกรณีที่ร้ายแรงอาจทำลายระบบสืบพันธุ์ของร่างกายอย่างถาวร

โรคหนองในเทียมอาจรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่เนื่องจากในหลายกรณีเชื้อโรคไม่แสดงอาการให้เห็น ดังนั้นผู้ติดเชื้อไม่รู้ว่าตัวเองกำลังติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงทั้งในหญิงและชาย ซึ่งในกรณีร้ายแรงอาจทำลายระบบสืบพันธุ์ของร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้นวัคซีนอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการช่วยป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้า

รายงานเผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ Lancet Infectious Diseases กล่าวถึงการทดลองทางคลินิกวัคซีนสองสูตรกับอาสาสมัครจำนวน 35 คน อาสาสมัครกลุ่มละ 15 คนจะได้รับวัคซีนในแต่ละสูตร อาสาสมัครเป็นผู้หญิงทั้งหมดอายุอยู่ระหว่าง 19 และ 45 ทุกคนไม่ได้เป็นโรคหนองในเทียมมาก่อน อาสาสมัครอีก 5 คนที่เหลือจะได้รับยาหลอก

อาสาสมัครทุกคนจะได้รับยาฉีดสามเข็มเข้าไปที่กล้ามเนื้อแขนในช่วงเวลาสี่เดือน และจะได้รับยาฉีดจมูกอีกสองครั้งหลังจากได้รับยาฉีดแล้ว อาสาสมัครทุกคนจะไม่รู้ว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มใด

ผลการทดลองพบว่าไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงใดๆจากวัคซีน การตอบสนองของภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นกับอาสาสมัครทุกคนยกเว้นในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ดร. แฟรงค์ ฟอลแมนน์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทำวิจัยกล่าวว่าการมีแอนติบอดีในของเหลวภายในช่องคลอดเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากแอนติบอดีเป็นแนวป้องกันแรกของร่างกายของเราจากเชื้อโรคต่างๆ  เมื่อมีเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียจริงเข้าสู่ร่างกายแอนติบอดีเหล่านี้ก็พร้อมอยู่แล้วที่จะเข้าผูกหมัดและทำลายเขื้อโรค

ดร. แฟรงค์ ฟอลแมนน์กล่าวอีกว่าจากการทดลองพบว่า วัคซีนฉีดเพียงอย่างเดียวสามารถช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียได้โดยไม่ต้องไดัรับยาฉีดจมูกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามการทดลองทางคลินิกยังคงอยู่ในระยะแรกระยะทดสอบความปลอดภัย แต่ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจซึ่งจะทำให้นำไปสู่การทดลองระยะต่อไปซึ่งจะเป็นระยะที่ทดสอบฤทธิ์ของวัคซีนว่าจะมีฤทธิ์ช่วยป้องกันเชื้อคลามีเดียมากน้อยอย่างไร

 

 

error: กด RightClick แทน