การศึกษาล่าสุดพบว่าการทำเคมีบำบัดอาจจะทำให้มะเร็งแพร่กระจายเร็วขึ้น

ในปัจจุบันการทำเคมีบำบัดาจจะดูเหมือนเป็นหนทางเดียวในการรักษาโรคมะเร็งในระยะที่แพร่กระจายแล้ว แต่จากการศึกษาวิจัยล่าสุดที่พึ่งจะตีพิมพ์ผลงานใน Science Translational Medicine พบว่าการทำเคมีบำบัดเร็วเกินไปอาจจะทำให้มะเร็งเกิดการแพร่กระจายและกระตุ้นให้เนื้องอกเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ Albert Einstein ของมหาวิทยาลัย Yeshiva Universityในนิวยอร์กได้ทำการวิจัยผลกระทบของยาคีโม(ยาที่ใช้ทำเคมีบำบัด)ที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมพบว่ายาจะเพิ่มโอกาสของเซลล์มะเร็งในการแพร่กระจายไปส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเพิ่มมากขึ้น

ในการรักษาด้วยเคมีบำบัดในหลายกรณีแพทย์ให้ยาคีโมก่อนทำการผ่าตัด ซึ่งถึงแม้ว่ายาคีโมทำให้เซลล์มะเร็งเล็กลงในระยะสั้น แต่มันสามารถไปกระตุ้นการแพร์กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่ายาคีโมซึ่งเป็นสารพิษจะไปกระตุ้นให้กลไกซ่อมแซ่มภายในร่างกายเกิดขึ้นซึ่งผลทำให้เซลล์มะเร็งกลับมาเจริญเติบโตแข็งแกร่งเพิ่มมากกว่าเดิมและแพร่กระจายไปทั่วร่างกายเร็วขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำวิจัยพบช่องทางการแพร์กระจายจำนวนหนึ่งในผู้ป่วย 20 คนที่ได้รับยาคีโมที่ใช้กันทั่วไปสองชนิด นอกจากนั้นจากการทดลองมะเร็งเต้านมในหนูพบว่าจำนวนเซลล์มะเร็งไหล่เวียนในร่างกายและในปอดเพิ่มมากขึ้นหลังจากหนูได้รับยาคีโม

ผู้ทำวิจัยแนะนำให้ตรวจสอบผู้ป่วยหลังจากได้รับยาคีโมเพื่อให้ตรวจดูว่ามีเซลล์มะเร็งไหล่เวียนในร่างกายในร่างกายเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ วิธีการตรวจวิธีหนึ่งก็คือการตรวจเนื้อเยื่อของเนื้องอกหลังจากได้รับยาคีโมสองถึงสามหลอดแล้ว และถ้าพบว่าระดับของสารส่อมะเร็ง (tumor markers scores) เพิ่มมากขึ้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควรหยุดให้ยาคีโมและทำการผ่าตัดก่อน และตามด้วยการทำคีโมบำบัดเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการแพร์กระจาย

การทดลองวิจัยในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาเพียงกับมะเร็งเต้านมเท่านั้นซึ่งเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เป็นกันมากที่สุด ซึ่งพวกเขากล่าวว่าขั้นต่อไปจะศึกษาเพิ่มเติ่มในรายละเอียด และจะศึกษากับมะเร็งชนิดอื่น ๆ อีกด้วย

 


 

ที่มาวารสาร Science Translational Medicine

ภาพ the Creative Commons

 

error: กด RightClick แทน