ที่ราบเหนือของจีนกำลังกลายเป็นโซนคลื่นความร้อนที่อันตรายที่สุด

รายงานจากนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์(หรือ เอ็มไอที – MIT)ได้รายงานว่าที่ราบเหนือของประเทศจีนซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลกจะกลายเป็นโซนร้อนจนเป็นอันตรายถึงชีวิตภายในปลายศตวรรษนี้

รายงานได้กล่าวว่าความร้อนและความชื้นที่สูงจะทำให้เกิดสภาพที่สามารถทำให้บุคคลที่แม้แต่มีสุขภาพดีเสียชีวิตได้ภายในหกชั่วโมงหลังจากออกไปข้างนอกกลางแจ้งในเวลากลางวัน โดยที่การคำนวณอยู่บนพื้นฐานที่ว่ามนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในความร้อนและความชื่นในระดับหนึ่งเท่านั้น

การวัดระดับความร้อนและความชื่นจะใช้ระบบที่เรียกว่าการวัดอุณหภูมิกระเปาะเปียกซึ่งเป็นการวัดที่ตัววัดอุณภูมิถูกคลุมด้วยผ้าเปียกเพื่อคำนึงถึงความชื่นรวมด้วย โดยเมื่อน้ำละเหยจ้ากผ้าเปียกจะทำให้อุณหภูมิเย็นลง ดังนั้นการวัดวัดอุณหภูมิกระเปาะเปียกจะได้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าการวัดอุณหภูมิแบบปกติ

และถ้าอุณภูมิกระเปาะเปียกสูงถึง 35 องศาเซลเซียสนี้เองที่จะสามารถทำให้คนมีสุขภาพดีคนหนึ่งเสียชีวิตจากความร้อนได้ภายในหกชั่วโมงหลังจากอยู่กลางแจ้งในเวลากลางวัน

รายการจากการศึกษาของสภาบันเอ็มไอทีแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงของคลื่นความร้อนรวมด้วยกับความชื่นสูงในระดับอันตรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการใช้ระบบชลประทานในพื้นที่ค่อนข้างแห้ง และถ้าการปล่อยแก๊ซเรือนกระจกไม่ลดลงอุณหภูมิกระเปาะเปียกจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 35 องศาเซลเซียสภายในปี 2070 และ 2100

ซึ่งนั้นก็หมายถึงที่ราบทางเหนือของประเทศจีนรวมถึงกรุงปักกิ่งจะกลายเป็นโซนที่การดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นไปโดยยากลำบากและเป็นอัตราย ในปัจจุบันความร้อนที่เพิ่มขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงได้เริ่มสร้างปัญหาให้กับเราแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก

 

 

error: กด RightClick แทน