ดีเอ็นเอของมัมมี่อียิปต์เปิดเผยความเชื่อมโยงกับชาวตะวันออกกลางและยุโรป

เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากมัมมี่จำนวมมากสำเร็จ โดยใช้วิธีการที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเปิดเผยความลึกลับของอียิปต์โบราณในครั้งนี้

การศึกษาวิจัยตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2017 ในวารสาร Nature Communications เป็นการศึกษาดีเอ็นเอของมัมมี่อียิปต์ 150 ซากที่ถูกเก็บรักษาในหลุมฝังศพระหว่างปี 1400 ก่อนยุคปัจจุบันจนถึงปีที่ 400 ของยุคปฏิทินปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของอาณาจักรโรมัน

ผลการตรวจดีเอ็นเอในครั้งนี้พบว่าสารพันธุกรรมของมัมมี่เหล่านี้จะความคล้ายกับชาวเมืองโบราณที่อาศัยอยู่ในบริเวณตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียนที่รวมถึงอิสราเอลและปาเลสไตน์มากกว่าชาวอียิปปัจจุบัน และจากผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอพบด้วยว่าการตกเป็นเมืองขึ้นของอเล็กซานเดอร์มหาราชและชาวต่างชาติอื่น ๆ ไม่มีอิทธิพลทางพันธุกรรมต่อชาวอียิปต์โบราณอย่างที่เชื่อกันก่อนหน้านี้

การศึกษายังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างชาวอียิปต์โบราณกับชาวนีโอะลีธอิคที่มีต้นกำเนินอยู่ในบริเวณประเทศตุรกีและยุโรปปัจจุบัน

มัมมี่สามซากมีดีเอ็นเอดีพอเพียงที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาจีโนมทั้งหมดได้ และหนึ่งในยีนที่พบจากจีโนมเป็นยีนที่ทำให้มนุษย์มีสีผิวขาวกว่า ถึงแม้ว่ามีการพยายามวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากซากมัมมี่มาก่อนแต่ผลการศึกษาผลิตผลที่ชัดเจนเหมือนกับการศีกษาในครั้งนี้

เพื่อป้องกันการปนเปื้อนในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ทำงานทั้งหมดในห้องที่สะอาดและใช้แสงยูวีในการลบดีเอ็นเอที่สะสมปนเปื้อนบนผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะขูดกระดูกภายนอกออกเพื่อให้ได้สารพันธุกรรมภายใน

ซากมัมมี่ที่ทำการวิจัยมาจากแหล่งโบราณคดี Abusir el-Meleq ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นส่วนของภาคกลางอียิปต์โบราณ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเพราะมัมมี่ทั้งหมดมาจากพื้นที่นี้จึงทำให้ดีเอ็นเอของมัมมี่บริเวณนี้จะมีอิทธิพลทางพันธุกรรมจากชาวต่างชาติน้อยกว่าบริเวณภาคเหนือและภาคใต้อียิปต์

นอกจากนั้นผลการศึกษาได้เปิดเผยวว่าจำนวนของชาวแอฟริกาได้เพิ่มจำนวนขึ้นในอียิปต์อย่างมากใน 1,500 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเกิดจากการค้าทาสที่เริ่มต้นในช่วงเวลานี้

 


 

ที่มา วารสาร Nature Communications

 

error: กด RightClick แทน