ความตายบนสวงสรรค์เอเวอร์เรส

Mount Everest คือเขาที่สูงที่สุดในโลก เอเวอร์เรสมีความสูง 8848 เมตรเกือบสูงในระดับเครื่องบินสายการบินพาณิชย์ ภูเขาเอเวอร์เรสอยู่บนเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นก็คือเทือกเขาหิมาลัย  Himalayas เป็นเทือกเขาเกิดจากการชนกันระหว่างผิวเปลือกโลกที่เป็นส่วนของพื้นที่ประเทศอินเดีย (เรียกว่า Indian subcontinent)และทวีปเอเซียเมื่อ 72 ล้านปีก่อน เทือกเขาตอนบนทางภาคเหนือของประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย   คำว่า Himalaya  มาจากภาษาสันสฤตแปลง่ายๆว่าบ้านของหิมะ hima (หีมา) + ālaya (ที่อยูอาสัย) ภาษาไทยคำว่าหิมะก็มาจากภาษาสันสกฤต และหลายๆประเทศในแถบประเทศอินเดียก็เรียกคล้ายฯกัน 

mount-everest

การชนกันของเปลือกโลกทุกวันนี้ก็ยังเกิดขี้นอยู่โดยยังมีแรงผลักดันในแนวนอนทางใต้ที่ราบสูงของประเทศทิเบต 67 มิลลิเมตรต่อปี  ทำให้พื่นทีทั้งหมดในบริเวณเทือกเขาสูงขึ้นประมาณ 5 มิลลิเมตรต่อปี

ค่าใช้จ่ายในการปีนเขาเอเวอร์เรสอยู่ระหว่าง $30,000 ถึง $114,000 ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าที่จ่ายให้บริษัท การปีนเขาก็จะมีผู้เชี่ยวชาญพาขึ้นไปเป็นทีม  ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายที่สูง ในแต่ละปีมีผู้คนประมาณ 1000 คนพยายามขึ้นไปให้ถึงยอดเขาเอเวอร์เรส และแต่ละปีครึ่งหนึ่งของบุคคลเรานี้ที่สามารถขึ้นถึงยอด ความเสี่ยงในการปีนเขาสูงมากไม่ว่าจะเป็นรูปแบบภูมิประเทศและสภาพอาการสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี 1924 (พศ 2458) จนถึงทุกวันนี้มีคนล้มตายจาการไปเยือนเทือกเขาที่ท้าท้ายแห่งนี้ประมาณเกือบ 300 คน ความสูงตั้งแต่ระดับ 7925 เมตรขึ้นไปก็จะเป็นพื้นที่ที่เรียกกันว่าโซนแห่งความตาย (the Death Zone) ซึ่งต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจเพราะอากาศเบาบางมากซึ่งมีหนึ่งในสามของระบับปกติเท่านั้น

ความกดอกาศและออกซิเจนที่เบาบางก็ทำให้การกู้ชีพและกู้ศพเป็นไปไม่ได้ จนถึงทุกวันนี้ก็มีศพเป็นจำนวนมากยังคงนอนตายอยู่บนภูเขาที่สวยงามเหมือนสววค์แห่งนี้ เรามาทำความรู้จักกับศพบางศพที่ถูกค้นพบและเป็นที่รู้จักดี ศพบางศพมีสถาพทุกวันนี้เหมือนกับวันทีพวกเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย เนื่องจากอากาศหนาวเย็นจึงทำให้เป็นการรักษาสภาพศพไว้อย่างดีโดยธรรมชาติ

Green boot

everest-greenboot

 

นักปีนเขาที่ขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสทางด้านทิศเหนือก็จะต้องเดินผ่านศพที่มีร้องเท้าบู๊ทสีเขียวซึ่งเขานอนอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 8500 เมตร ชื่อจริงของเขาก็คือ Tsewang Paljor นักปีนเขาจากประเทศอินเดียได้นอนเสียชีวิตตั้งแต่ปี 1996 (พศ 2449) สภาพของเขาก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่วันที่เสียชวิต

Tsewang Paljor เป็นหนึ่งในสามคนของทีมอินเดียที่พยายามจะพิชิตยอดเขาเป็นทีมแรก แต่วันน้ันเขาโชคและโอกาสไม่ดีอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วพายุหิมะเขาทำให้การมองเห็นเป็นไปได้ยาก และอุณภูมิลดลงอย่างรวดเร็วทำให้เขาแยกจากทีมมาเจอะโพลงเล็กๆ เลยเข้ามาหลบพายุด้วยความหนาวจัดไม่นานเขาก็เสียชีวิต

สามีและภรรยา Sergei และ Francys Arsentiev

ในปี 1998 นักปีนเขาสองคนชื่อ  Ian Woodall และ Cathy O’Dowd ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องและตะโกนว่า “PLEASE don’t leave me,” (โปรดอย่าทิ้งฉัน) ระหว่างที่พวกเขาปีนเขาอยู่ในโซนแห่งความตาย the death zone นักปีนเขาสองคนขนะนั้นมีออกซิเจนจำกัดเสียงผู้หญิงที่ได้ยินก็มาจากหน้าผาชัน จะลงไปช่วยก็ต้องเสียงกับการเสียชีวิตตัวเอง แต่เขาสองคนก็ลงไปและพยายามที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เขาสองคนก็พบผู้หญิงคนนี้ได้ตกหน้าผาเพราะว่าเขามีอาการมองไม่เห็นชั่วคราวที่เรียกว่า snow blindness ทำให้พลัดหลงกับสามีที่ปีนเขาด้วยกันและตกหน้าผา

everest-2

แต่การลงไปช่วยก็สายไปแล้วออกซิเจนที่ติดตัวไปก็กำลังจะหมดไม่สามารถทำอะไรได้ก็ต้องเดินทางกลับไปยังค้ายหลักที่เรียกว่า base camp และรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบแต่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่ดีก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้

แปดปีต่อมาเขาสองคนก็กลับไปเอเวอร์เรส โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะทำพิธีฝังศพชั่วคราว ณ สภานที่พบศพที่ก็คือการนำข้อความที่เขียนจากครอบครัวของผู้ต่ายและธงชาติอเมริกามาคลุมร่างของผู้ตายแต่สภาพศพก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

everest-francys-1everest-francys-21

ส่วนสามีของ Francys ก็ไม่มีใครพบเขาอีกเลยหลังจากที่พลัดลงกับภรรยาของเขาที่โซนแห่งความตาย เป็นที่รู้กันว่ามีศพอีกมากหมายที่ยังไม่ค้นพบ พวกเขาที่เสียชีวิตบนยอดเขาแห่งสวยงามแห่งนี้ก็จะเป็นที่นอนของเขาไปตลอดการ ครอบครัวของบุคคลที่เสียชีวิตเหล่านี้ก็ไม่มีความต้องการที่จะเคลื่อนย้ายศพ เพราะเขารู้ว่านั้นคือเป็นความต้องการของผู้เสียชีวิตที่ต้องการจะพิชิตยอดเขาสรรค์ถ้าไม่สำเร็จเขาก็รู้ว่าสถานที่นั้นเป็นที่นอนสำหรับพวกเขาไปตลอดการ

everest-4-1 everest-7-1

everest-13 everest-18

error: กด RightClick แทน