พบกลไกใหม่ที่ช่วยให้เชื้อ HIV แอบแฝงอยู่ภายในเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานฟรานซิสโกได้พบกลไกใหม่ที่ช่วยให้เชื้อไวรัสเอชไอวีแอบแฝงอยู่ในเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นผลทำให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสที่แอบแฝงให้หมดไปได้ เมื่อใดที่ผู้ป่วยหยุดการใช้ยาต่อต้านไวรัสเชื้อไวรัสที่แอปแฝงอยู่ก็จะออกมาแพร่กระจาย

ผลการวิจัยในครั้งนี้ได้ถูกเผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ Science Translational Medicine ซึ่งเป็นงานวิจัยที่สำคัญที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นผลิตยารักษาเชื้อไวรัสโดยเฉพาะยาที่มุ่งเจาะจงเชื้อไวรัสที่แอบแฝงอยู่ในเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันได้ในอนาคต จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกมีผู้ป่วยกว่า 35 ล้านคนทั่วโลกที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

โดยปกติเชื้อไวรัสเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าทำการติดเชื้อภายในเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีชื่อว่าเซลล์ CD4 T และเมื่อเข้าไปแล้วก็จะไปเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอภายในเซลล์และใช้ดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเองแทนเพื่อผลิตเชื้อไวรัสมากขึ้นก่อนที่จะออกจากเซลล์ไปติดเซลล์อื่น ๆ ต่อไป ยาต่อต้านเชื้อไวรัสจะสามารถเข้าช่วยเหลือให้เซลล์ของภูมิคุ้มกันสามารถกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อเหล่านี้ให้หมดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ในบางครั้งเชื้อไวรัสเมื่อเข้าไปติดเชื้อในเซลล์จะอยู่ในสภาพนิ่งเฉยไม่ทำงานผลิตเชื้อไวรัส ซึ่งทำให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสไม่สามารถช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับเซลล์เหล่านี้ได้ เซลล์ที่ติดเชื้อและอยูในสภาพนิ่งเหล่านี้จะสามารถอยู่ในสภาพดังกล่าวได้เป็นเวลาเป็นสิปๆปีก่อนที่จะเริ่มทำงาน ซึ่งถ้าผู้ป่วยหยุดยารักษาไปเชื้อไวรัสก็จะกลับมาเพิ่มทวีคูณอีกครั้ง

ก่อนหน้าการวิจัยนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเซลล์ที่มีไวรัสแอบแฝงอยู่นั้นไม่เริ่มกระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสให้เป็นอาร์เอ็นเอ และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีกลไกหนึ่งที่มาขัดขวางการเริ่มกระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอเป็นอาร์เอ็นเอ ซึ่งก็หมายถึงว่าถึงแม้เซลล์ที่ติดเชื้อนั้นจะมีดีเอ็นเอของไวรัสอยู่ แต่เซลล์ดังกล่าวจะไม่สามารถผลิดโปรตีนของไวรัสได้เพราะไม่มีอาร์เอ็นเอ และนั้นเป็นผลทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถตรวจจับและทำลายเซลล์เหล่านั้นได้

ในวิจัยครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์พบว่าจริงๆแล้วเซลล์ที่มีไวรัสแอบแฝงอยู่นั้นได้เริ่มกระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอให้เป็นอาร์เอ็นเอเหมือนกับเซลล์อื่นๆ แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เสร็จสิ้น เพราะเซลล์ที่ติดเชื้อไม่สามารถสร้างหรือต่อส่วนของอาร์เอ็นเอให้สมบูรณ์ได้ และเมื่อนักวิทยาศาสตร์กระตุ้นเซลล์ที่ติดเชื้อเหล่านั้นกระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอให้เป็นอาร์เอ็นเอก็จะเกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ายาต่อต้านเชื้อไวรัสในปัจจุบันไม่สามารถกระตุ้นให้กระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอให้เป็นอาร์เอ็นเอให้เสร็จสมบูรณ์ได้ภายในเซลล์ที่ติดเชื้อ แต่ผลการทดลองในครั้งนี้จะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นผลิดยาที่จะไปทำให้กระบวนการเปลี่ยนดังกล่าวเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เมื่อเซลล์มีอาร์เอ็นเอที่สมบูรณ์ก็จะสามารถผลิตโปรตีนของไวรัส และเมื่อมีโปรตีนของไวรัสระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วยความช่วยเหลือของยาต่อต้านไวรัสในปัจจุบันก็สามารถตรวจจับและกำจัดเซลล์เหล่านั้นได้

นอกจากการค้นพบกลไลดังกล่าวแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองใช้ยาชนิดต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้กระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอให้เป็นอาร์เอ็นเอหลายชนิด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ายาเหล่านี้ได้ช่วยกระบวนการให้เสร็จสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการทดลองดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและเกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งยังมีงานวิจัยอีกหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้ยาที่พร้อมในการทดลองทางคลินิคกับมนุษย์ในอนาคต

 


 

วารสารทางวิชาการ Science Translational Medicine

 

error: กด RightClick แทน