จอห์นสันแอนด์จอห์นสันรู้มานานแล้วว่าแป้งเด็กมีสารก่อมะเร็ง

จากข้อมูลของการดำเนินคดีผู้บริหารของบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้มีความกังวลมาเป็นสิบๆปีแล้วว่าแอสเบสทอสหรือแร่ใยหินอาจมีอยู่ใกล้กับแหล่งแร่ทัลก์ ดังนั้นรู้ว่าแอสเบสทอสซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอาจเจือปนอยู่ในแร่ทัลก์ที่เป็นวัสดุดิบใช้ในการทำแป้งทาตัวเด็ก

ที่ผ่านมาบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีโดยถูกกล่าวหาว่าผลิตภัณฑ์แป้งทาตัวเด็กของบริษัทก่อให้เกิดมะเร็ง บริษัทได้ปฏิเสธมาตลอดว่าผลิตภัณฑ์ของตนปลอดภัย อย่างไรก็ตามจากข้อมูลและหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินดดีเปิดเผยว่าตั้งแต่ผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ไปจนถึงทนายความของบริษัทรู้มานานแล้วว่าแอสเบสทอสเจือปนอยู่ในผลิตภัณฑ์แป้งทาตัว แต่ไม่ได้เปิดเผยต่อหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐหรือต่อสาธารณชน

จากการเปิดเผยของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ได้ตรวจสอบเอกสารและข้อมูลการให้ปากคำแสดงให้เห็นว่าจากปี 1971 ไปจนถึงต้นทศวรรษที่ 2000 วัสดุดิบแร่ทัลก์และผลิตภัณฑ์แป้งทาตัวเด็กบางครั้งตรวจพบแอสเบสทอสในจำนวนเล็กน้อย แอสเบสทอสเป็นแร่ที่มีลักษณะเป็นใยจึงอาจเรียกว่าแร่ใยหินที่ถือว่าเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งในเนื้อเยื่อหุ้มอวัยวะ

นอกจากนั้นและที่สำคัญยิ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ยังเปิดเผยว่าเอกสารได้บ่งชี้ให้เห็นว่าบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้ประสบความสำเร็จในการพยายามที่จะเบี่ยงเบนแผนการของหน่วยงานควบคุมของสหรัฐฯที่จะออกกฎจำกัดการใช้แอสเบสทอสในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นและห้ามในแป้งทาตัวเด็กเนื่องจากผลกระทบร้ายแรงทางสุขภาพจากแร่ทัลก์

บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้เผชิญหน้ากับการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมาหลายปีแล้วในข้อกล่าวหาที่ว่าผลิตภัณฑ์แป้งทาตัวเด็กก่อให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่และโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคณะลูกขุนของรัฐมิสซูรี่ได้ตัดสินให้บริษัทมีความผิดโดยต้องจ่ายค่าเสียหาย 4.69 พันล้านเหรียญสหรัฐฯให้กับผู้หญิง 22 คนและครอบครัวของพวกเธอ ซึ่งบริษัทได้ประกาศที่จะอุทธรณ์

นอกเหนือจากเรื่องคดีของสารก่อมะเร็งในแป้งเด็กแล้ว บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันยังเผชิญหน้ากับคดีเกือบ 54,000 คดีจากผลิตภัณฑ์ตาข่ายที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อกระชับหรือนุนอวัยวะภายในบริเวณกระดูกเชิงกรานโดยถูกกล่าวหาว่าตาข่ายก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเกิดภาวะแทรกซ้อน

 


ภาพโดย Flickr

 

 

error: กด RightClick แทน