จูโน้เข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัส

juno-jupiter

จูโน้ (Juno) เป็นทั้งดาวเทียมและยานอวกาศที่เดินทางจากโลกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว การขับเคลื่อนของจูโน้สู่ดาวพฤหัสทด้วยการเวียงรอบโลกและใช้ระบบโซลาเซล์ในการพยุงตัวให้มีเสถียรภาพระหว่างการเดินทาง ในการเข้าสู่วงโคจรของจูโน้จะใช้จรวดเพื่อปรับระดับและความเร็วให้พอเหมาะพอดี การกระทำการเวียงจากโลกจะใช้หลักการที่ว่าโลกเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อหนึ่งวินาที หรือ 108,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั้นก็คือในช่วงกระพริบตาจูโนก็ขับเคลื่อนไปด้วยระยะทางเกือบๆ 30 กิโลเมตร ถึงแม้จะขับเคลื่อนด้วยความเร็วขนาดนี้ต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการเดินทางจากโลกสู่ดาวดาวพฤหัส (ระยะทางจากโลกถึงดาวพฤหัสในจุดที่สั้นที่สุดมีระยะทาง 588 ล้านกิโลเมตร) จูโน้ต้องเดินทางเป็นระยะทางประมาณ 2.8 พันล้านกิโลเมตร

Juno's_interplanetary_trajectory

จุดประสงค์ของ NASA ของจูโน้ก็เพื่อจะทำการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต้นกำเนิดของดาวพฤหัสว่าเริ่มมาจากตำแหน่งไหน โดยการศึกษาน้ำในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ มีทฤษฎีที่รู้จักกันดีที่ว่าดาวพฤหัสไม่ได้เกิดมาจากตำแหน่งที่มันอยู่ ณ ปัจจุบัน แต่จะเคลื่อนตัวมาจากตำแหน่งอื่น และ NASA ต้องการที่จะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสโดยการวัดอุณภูมิและตรวจสอบสารประกอบต่างๆ นอกจากนี้ทาง NASA จะทำแผนที่ของสนามแม่เหล็กและแรงโน้มถ่วงอีกด้วย

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2016 จูโน้ได้มาถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสำเร็จและจะเริ่มปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ โดยจะสิ้นสุดภาระกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 โดยระยะเวลาประมาณสองปีนี้จูโน้จะโคจรรอบดาวพฤหัส 37 รอบ เครื่องมือวัดต่างๆของจูโน้มีความทันสมัยและดีกว่าของ Galileo ที่เคยโคจรรอบดาวพฤหัสในระหว่างปี 1995-2003 ที่สำคัญจูโน้จะอยู่ในวงโคจรที่ใกล้ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสกว่า Galileo

ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลของเรา ซึ่งมีความใหญ่โตกว่าโลกถึง 300 เท่า ดาวพฤหัสใช้เวลา 12 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยหนึ่งวันมี 12 ชั่วโมงบนดาวพฤหัส ข้อมูลที่วัดได้จาก Galileo ครั้งที่แล้วเปิดเผยว่าส่วนประกอบส่วนใหญ่ของมันคือไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งเป็นส่วนประกอบของดาวทั่วไปเช่นดวงอาทิตย์ บรรยากาศของดาวพฤหัสประกอบด้วยไฮโดรเจนประมาณ 90% โดยมีอุณหภูมิประมาณ 300 องศา และมีความเร็วของลมที่วัดได้มากกว่า 644 กิโลเมรตต่อชั่วโมง (มากว่าสองเท่าของลมพายุที่พัดแรงที่สุดที่เคยวัดบนโลกคือ 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)  สีสันที่เราเห็นบนดาวพฤหัสคือลมที่แรงพัดระหว่างทิศตะวันตกและตะวันออก จุดกลมสีแดงที่ดูเหมือนพายุนั้นมีขนาดใหญ่กว่าโลกถึงสองเท่าตัว

Hubble's Wide Field Camera 3 (WFC3).
ภาพ NASA Aurorae on the north pole of Jupiter

ด้วยเครื่องมือวัดที่ทันสมัยกว่าและดีกว่าของ Galileo ในระยะเวลาจากนี้ไปและอีกประมาณสองปีจูโน้คงเปิดเผยสิ่งต่างๆมากหมายเกี่ยวกับดาวเคราะห์มหึมาดวงนี้ ดาวพฤหัสอยู่ในตำแหน่งพอเหมอะพอดีที่ช่วยปกป้องโลกจากอุกกาบาตต่างๆที่อาจจะเป็นอันตรายต่อโลกได้ การศึกษาและเข้าใจดาวเคราะห์ดวงนี้ก็เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่จะพยายามเข้าใจจักรวาล ความเข้าใจในจักรวาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกับความถ้าทายที่อาจจะเกิดขึ้นและเข้าใจกับความลึกลับต่างๆ  ในอนาคตที่ยาวไกลในวันข้างหน้าวันหนึ่งวันใดเรามนุษย์อาจจะใช้ความรู้ที่ศึกษามาจนมีความสามารถในการย่ายออกจากโลกไปยังดาวดวงอื่น

 

error: กด RightClick แทน