ยืนยัน ผู้ป่วยลอนดอน หายขาดจากไวรัสเอชไอวี เป็นรายที่สอง

ผู้ชายคนหนึ่งจากลอนดอนได้กลายเป็นบุคคลที่สองของโลกที่ได้รับการรักษาหายขาดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีใ

ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีรายที่สองได้รับการรักษาจนหายขาดหลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แพทย์ผู้ทำวิจัยกล่าวเมื่อวันอังคารหลังจากไม่ตรวจพบร่องรอยของการติดเชื้อใด ๆ  30 เดือนหลังจากเขาได้หยุดการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแบบทั่วไปแล้ว

อดัม แคสติลเลโฮ ซึ่งเคยรู้จักกันในชื่อ “ผู้ป่วยลอนดอน” ได้ตัดสินใจออกมาเปิดเผยชื่อจริงเมื่อเร็ว ๆ นี้ อดัมเคยเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งอาศัยอยู่ในลอนดอนแต่ดังเดิมมาจากเวเนซูเอลาได้กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อปีที่แล้วเมื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์รายงานว่า เขาไม่ตรวจพบว่ามีร่องรอยของเชื้อไวรัสอยู่เลยในตอนนั้นหลังจาก 18 เดือนและหลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคมะเร็ง

อดัม แคสติลเลโฮ ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในปี 2003 และได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแบบทั่วไปในตอนนั้น หลังจากนั้นเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินระยะรุกราม ซึ่งเป็นโรคมะเร็งชนิดร้ายแรง

ในปี 2016 เขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาโรคมะเร็ง โดยที่ได้รับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีพันธุกรรมพิเศษที่กลายพันธุ์ป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี พันธุกรรมชนิดนี้พบในชาวยุโรปที่มีอยู่น้อยกว่า 1% ของประชากรยุโรปทั้งหมด

เชื่อกันว่าการกลายพันธุ์ของชาวยุโรปเกิดขึ้นหลังจากประชากรยุโรปได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจาก กาฬโรค ที่ได้คร่าชีวิตชาวยุโรปไปอาจสูงถึง 60% ในช่วงปี 1347 ถึง 1351

อดัมกลายเป็นเบุคคลที่สองที่ได้รับการรักษาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีให้หายขาดหลังจากชาวอเมริกา ทิโมธีบราวน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้ป่วยเบอร์ลิน” ที่ได้หายจากการติดเชื้อเอชไอวีในปี 2011

การตรวจเชื้อไวรัสจากของเหลวในสมอง ในเนื้อเยื่อลำไส้ และเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของอดัมหลังจาก  30 เดือนหรือสองปีครึ่งพบ ว่าไม่มีร่องรอยการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเลย ถึงแม้ว่าอดัมได้หยุดการรักษาด้วยยาต้านไวรัสมาจนถึงวันนี้

อย่างไรก็ตามนักวิจัยผู้เขียนผลงานวิจัยในวารสาร the Lancet HIV กล่าวว่าการตรวจของเหลวพบ ซากของเชื้อเอชไอวีที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ฟอสซิล” เอชไอวี ยังคงมีอยู่ในร่างากยของอดัม แต่ซาก“ฟอสซิล” เอชไอเหล่านี้ไม่สามารถที่จะแบ่งตัวขยายพันธุ์ได้ดังนั้นจึงปลอดภัย

นักวิจัยกล่าวเตือนว่า การรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์นั้นจะไม่ถูกนำไปใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีโดยทั่วไป การรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์นั้นเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก ในกรณีของอดัมมะเร็งกำลังจะคร่าชีวิตเขาหากไม่ได้รับการรักษา

ผู้ทำวิจัยยังกล่าวอีกว่า มีผู้ป่วยอีกหลายรายที่ได้รับการรักษาในลักษณะเดียวกันกับอดัม แต่ผลที่ได้จากการรักษาประเภทเดียวกันนั้นยังหางไกลจากการหายขาดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

หลังจากความสำเร็จของการรักษาของอดัม ขณะนี้นักวิจัยกำลังพิจรณาว่า ผู้ป่วยที่กำลังประสบปัญหากับการดื้อยาของยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอาจมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในอนาคตหรือไม่

 

 

error: กด RightClick แทน