รัสเซีย สหรัฐฯ ตึงเครียด กำลังนำโลกเข้าสู่สงครามเย็นอีกครั้ง

สหรัฐอเมริกาบอกว่ารัสเซีย น่าจะไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ห้ามการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใดๆ ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงของสงครามของการกล่าวหาให้ต่อกันและกันระหว่างวอชิงตันและมอสโก

ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองพลโท โรเบิร์ต แอชลีย์จูเนียร์ ได้บรรยายที่สถาบันฮัดสันในวอชิงตันโดยกล่าวว่า วิธีบริหารจัดการต่อข้อตกลงที่น่าสงสัยของมอสโกได้ช่วยให้รัสเซียปรับปรุงการออกแบบหัวระเบิดนิวเคลียร์แบบใหม่

พลโทแอชลีย์เชื่อว่าการพัฒนาระบบนิวเคลียร์ใหม่ที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียได้ออกมาโอ้อวดนั้นไม่เป็นไปตาม สนธิสัญญาการห้ามการทดสอบนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง หรือ ไอทีบีที (the Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty – CTBT)

สนธิสัญญาการห้ามการทดสอบนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงปี 1996 ได้ห้าม “การทดสอบการระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ใด ๆ หรือ การระเบิดนิวเคลียร์อื่น ๆทั้งหมด” ซึ่งหมายถึงประเทศที่ลงนามทั้งแปดประเทศไม่สามารถทำการทดสอบการระเบิดของนิวเคลียร์ใดๆได้เลย

ที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกาได้ลงนามในสนธิสัญญา CTBT แต่วุฒิสภาไม่ได้ให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาดังกล่าว ในขณะที่รัสเซียได้ลงนามและให้สัตยาบันต่อสัญญาอย่างสมบูรณ์ สนธิสัญญาดังกล่าวได้กำหนดบรรทัดฐานสำหรับการทดสอบนิวเคลียร์ไว้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาก็คือ ในทางปฎิบัติแล้วสนธิสัญญาไม่สามารถใช้เป็นข้อบังคับได้เนื่องจากสหรัฐอเมริกายังไม่ได้ให้สัตยาบัน

การกล่าวหาของสหรัฐฯที่มีต่อรัสเซียเกิดขึ้นเมื่อวอชิงตันและมอสโกมีกำลังมีส่วนร่วมในการเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของข้อตกลงสนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่ หรือเรียกว่า นิวสตาร์ต (New Strategic Arms Reduction Treaty – New START) ซึ่ง สตาร์ต เป็นสนธิสัญญาควบคุมอาวุธขนาดใหญ่ที่ยังคงเหลืออยู่ระหว่างวอชิงตันและมอสโกซึ่งจะหมดอายุในปี 2021

ทำเนียบขาวยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะขยายเวลาไปอีกห้าปีหรือไม่ ซึ่งจะต้องลงนามโดยประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯและปูตินของรัสเซีย

ทรัมป์ได้ออกมาแสดงความต้องการที่จะทำข้อตกลงที่กว้างขึ้นกว่าที่มีอยู่ ที่จะรวมถึงการควบคุมการจัดเก็บอาวุธขนาดเล็กแต่มีจำนวนมากของรัสเซีย แทนที่การควบคุมการจัดเก็บเพียงอาวุธทางยุทธศาสตร์ เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือดำน้ำ

นอกจากนั้นทรัมป์ยังต้องการที่จะนำประเทศจีนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งปัจจับันประเทศจีนไม่ได้อยู่ในข้อตกลงสนธิสัญญาใด ๆ นั้นก็หมายถึงว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางทหารเช่นกันมีอิสระมากกว่าประเทศอื่นๆ

ความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและมอสโกดูเหมือนกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯกล่าวอ้างว่ารัสเซียได้ละเมิดสนธิสัญญาพลังงานนิวเคลียร์ระดับกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty  – INF) หรือสนธิสัญญา ไอเอ็นเอฟ โดยที่ทรัมป์เมื่อต้นปีนี้ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม

หากทรัมป์และปูตินปฏิเสธที่จะขยายสนธิสัญญาสตาร์ต และล้มเหลวในการเจรจาสนธิสัญญาทดแทนอื่นๆ ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกทั้งสองก็จะไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆในการควบคุมคลังแสงของตน นั้นก็หมายถึงว่าเรากำลังกลับไปยุคสงครามเย็นอีกครั้ง

 

 

error: กด RightClick แทน