อาการปวดท้องและการรักษา

stomach-ache

อาการปวดท้องเกิดขึ้นได้กับทุกคน ส่วนใหญ่จะเป็นไม่มากแล้วก็จะหายไปเอง แต่ถ้ามีอาการมากและอยู่ ๆ ก็มีอากาศหนักขึ้นและเกิดขึ้นโดยเฉพาะบริเวณส่วนหนึ่งส่วนใดของท้องควรรีบติดต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะนั้นจะเป็นสัญญาณของโรคหรืออาการของโรคหรือสภาวะการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายใน

อาการปวดท้องบริเวณหน้าท้องที่มีอาการหนักสามารถเกิดจากโรคหรือสภาวะของการอักเสบภายในซึ่งต้องทำการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์สามารถสรุปได้โดยทั่วไปดังนี้

1 ไส้ติ่งอักเสบ (appendicitis)

เมื่อเกิดการอักเสบของไส้ติ่งก็จะเริ่มมีอาการปวดท้องบริเวณตรงกลางท้องก่อน ในช่วงเริ่มต้นอาจจะเป็น ๆ หลาย ๆ หลังจากนั้นอาการปวดท้องจะเปลี่ยนมาที่หน้าท้องส่วนต่ำทางขวามือซึ่งเป็นที่อยู่ของไส้ติ่งและจะมีอาการปวดมากขึ้นและตลอดเวลา ไส้ติ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ขนาดยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตรซึ่งงอกออกมาจากลำไส้ใหญ่

การผ่าตัดไส้ติ่งออก (appendectomy) จะเป็นการรักษาและป้องกันไส้ติ่งอักเสบนี้ ไส้ติ่งไม่มีหน้าที่อะไรและไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าทำไหมคนเรามีไส้ติ่ง ดังนั้นการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออกจะไม่ทำให้เราร่างกายเราสูญเสียอะไร

การผ่าตัดทำได้ด้วยการผ่าตัดเล็กก็คือเจาะเป็นรูขนาดประมาณขนาดประมาณ 0.5–1.5 เซนติเมตร แพทย์จะเอาเครื่องมือเข้าไปตัด (laparoscopy) แต่ถ้าไส้ติ่งแตกก็ต้องทำการผ่าตัดโดยการเปิดส่วนของหน้าท้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะหายจากการผ่าตัดภายในประมาณสองอาทิตย์

2 เป็นแผลในกระเพาะอาหาร (stomach ulcer) 

คือสภาวะที่กระเพาะอาหารเป็นแผลซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาหารปวดท้อง โดยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดแสบร้อนมากบริเวณกลางหน้าท้อง การเป็นแผลอาจจะเกิดในส่วนของลำไส้เล็กก็ได้ ผู้ป่วยบางหลายสามารถมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น การอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระสีดําและเหนียว ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบติดต่อแพทย์

Gastric_Ulcer-th

สาเหตุของอาการปวดท้องคือการที่พนังของกระเพาะอาหารเกิดการเสียหาย และสาเหตุที่ทำให้ชั้นพนังเกิดการเสียหายก็สามารถเกิดจาก

• การติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่าเฮลีโคแบคเตอร์ พายโลรี่ (Helicobacter pylori หรือ H. pylori) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบในกระเพาะอาหาร

• การใช้ยาบางชนิดจำพวกยาแก้ปวดแก้อักเสบและลดไข้ที่มีส่วนผสมของ ibuprofen หรือ aspirin เป็นจำนวนมากและใช้มานาน ยาพวกนี้เป็นยาที่เรียกว่า Non-steroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs

ในอดีตมีความเชื่อว่าอาการเครียดการกินอาหารรสจัดหรือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารแต่ทางการแพทย์ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันสิ่งเหล่านี้ที่ชัดเจน แต่เมื่อเป็นแผลแล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้อาการของการปวดท้องแย่ลง

อาหารที่ช่วยในการลดเชื้อแบคทีเรียคืออาหารจำพวกที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบเช่นดอกกะหล่ำกะหล่ำปลีบร็อกโครี่และอาหารที่เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่แพทย์จะสั่งยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่เรียกว่า proton pump inhibitor (PPI) เพื่อที่จะลดปริมาณกรดในกระเพาะทำให้อาการปวดลดน้อยลงและแผลในกระเพาะจะหายไปเองตามธรรมชาติ

แต่ถ้าสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเฮลีโคแบคเตอร์ พายโลรี่ แพทย์ก็อาจจะสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อทำการลดหรือกำจัดเชื้อแบคทีเรีย สิ่งสำคัญควรเข้าใจการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้

และถ้ายา NSAIDs เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะยาลดกรดในกระเพาะสามารถใช้ได้เพื่อลดกรดและลดอาการปวดแสบ และควรเปลี่ยนมาใช้ยาพาราเซตามอล(paracetamol)แทนการใช้ยา NSAIDs แต่ควรปึกษาแพทย์

3 ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (acute cholecystitis) 

เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นที่ถุงน้ำดีจะมีอาการปวดหน้าท้องบนทางขวาและอาจจะปวดมากไปจนถึงไหล่ขวา โดยเฉพาะเวลาหายใจก็จะยิ่งทำให้เจ็บมากขึ้น ถ้าเกิดการอังเสบขึ้นอาการจะไม่เป็น ๆ หาย ๆ แต่จะปวดตลอดเวลาและอาจจะมีอาการอย่างอื่นตามมาด้วยเช่น เป็นไข้เวียนศีษะและอาเจียน

Gallstones-th

สาเหตุที่ทำให้ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันมีด้วยกันสองสาเหตุคือ

• การเป็นนิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) นิ่วในถุงน้ำดีจะเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีมีหน้าที่รับน้ำดีที่ผลิตจากตับมารวมไว้เพื่อทำให้เข้มข้นก่อนที่จะปล่อยไปยังลำไส้เล็กเพื่อใช้ในการยอยของที่มัน ๆ แต่บางครั้งท่อระหว่างถุงน้ำดีและลำไส้เล็กเกิดการอุดตันจากนิ่วทำให้น้ำดีไม่สามารถไหล่ผ่านไปได้ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในถุงน้ำดีนี้ นิ่วก็คือก้อนเกล็ดแข็งเหมือนหินเกิดจากการที่สารเคมีภายในถุงน้ำดีไม่สมดุล ผู้ที่มีความเสียงเป็นนิ่วนี้ก็ได้แก่ผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือผู้ที่ลดน้ำหนักลงมากและเร็ว การตรวจสอบก็ทำได้โดยการทำอัลตราซาวนด์หรือเอกซ์เรย์

• สาเหตุที่สองป็นกันน้อยกว่า แต่มักจะรุนแรงมากกว่าเรียกว่า Acalculous cholecystitis นั้นก็คือการเกิดการอักเสบในถุงน้ำดีโดยที่นิ่วไม่ได้เป็นสาเหตุซึ่งก็คือไม่มีนิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ในขั้นต้นทำได้โดยการลดอาหารและใช้ยาปฏิชีวเพื่อทำให้การอักเสบหายไป โดยปกติจาการอดอาหารนิ่วที่ก็จะกลับไปสู่ถุงน้ำดี แต่ถ้าเกิดจากการอักเสบที่ไม่รู้สาเหตุหรือถ้ามีนิ่วเป็นจำนวนมากหรือก้อนใหญ่ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีก็จำเป็น ถุงน้ำดีทำหน้าทำให้น้ำดีเข้มข้นก่อนปล่อยไปยังลำไส้เล็กเพื่อใช้ในการย่อยของมัน ๆ ถ้าผ่าตัดออกไปความสามารถในการย่อยอาหารมัน ๆ ก็ยังมีอยู่แต่ไม่เข้มข้นมากเพาะน้ำดีที่ผลิตจากตับก็จะไหล่ไปยังลำไส้เล็กโดยตรง หลักจากการผ่าตัดควรงดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยหนึ่งปี และก็ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีมันมาก ๆ

4 เป็นนิ่วในไต (nephrolithiasis)

นิ่วหรือที่เรียกกันว่า kidney stones มีภาษาทางแพทย์ว่า nephrolithiasis ส่วนภาษาไทยเรียกว่าเป็นนิ่วในไต ไตมีหน้าที่กรองเลือดเพื่อเอาสิ่งแปลงป้อมหรือของเสียออกจากเลือด เลือดในร่างกายคนเราจะไหล่ผ่านไตหลายรอบต่อวัน ในการกรองเลือดนี้ไตจะผลิตปัสสาวะเพื่อขับของเสียและของเกินออกจากร่างกาย ในบางครั้งของเสียเหล่านี้ทำให้เกิดเกล็ดเล็ก ๆ ส่วนใหญ่เกล็ดเล็ก ๆ พวกนี้ก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะโดยเราไม่รู้สึกอะไร แต่ในบางกรณีเกล็ดเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นอันเนื่องมาจากสาเหตุเช่นการดื่มน้ำน้อยก็จะทำให้ไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้

KidneyStones-th

การรักษานิ่วในไต โดยปกตินิ่วจะถูกขับถ่ายออกมาเองทางปัสสาวะ แต่ถ้ามีขนาดใหญ่กว่า 6-7 มิลลิเมตรก็จะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ วิธิการกำจัดนิ่วออกจากร่างกายโดยแพทย์ก็ทำได้ดังนี้

• วิธีแรกก็ทำได้โดยการใช้อัลตราซาวนด์(คลื่นเสียงความถี่สูง)ยิงเข้าไปที่นิ่วเพื่อทำให้มันแตกเป็นชิ่นเล็ก ๆ ซึ่งสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ ผู้ป่วยอาจจะต้องทำหลายครั้ง การยิงอัลตราซาวนด์สามารถใช้ได้กับนิ่วที่มีขนาดใหญ่ถึง 20 มิลลิเมตร วิธีนี้เรียกว่า extracorporeal shock wave lithotripsy หรือ ESWL

• การผ่าตัดโดยการใช้เครื่องมือแพทย์และกล้องส่องภายในท่อไตที่เรียกว่า ureteroscopy วิธีนี้ใช้เมื่อมีนิ่วติดอยู่ในท่อไต โดยที่ผู้ป่วยจะได้รับยาสลบขณะแพทย์ทำการผ่าตัด

• วิธี PCNL หรือ Percutaneous nephrolithotomy จะใช้แทนวิธี ESWL ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่มาก วิธีนี้ทำได้โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า nephroscope ซึ่งแพทย์จะผ่ารูเล็ก ๆ ที่หลังของผู้ป่วยแล้วสอดเครื่องมือนี้เข้าไปยังไตเพื่อทำการเอานิ่วออก

• การผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าทอง วิธีนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมทำกันแล้วในปัจจับัน วิธีนี้จะใช้เมื่อไม่สามารถเอานิ่วออกโดยวิธีอื่นได้อาจะเนื่องมาจากใหญ่มาก

5 การติดเชื้อในผนังลำไส้ใหญ่ (diverticulitis)

สาเหตุของการติดเชื้อในผนังลำไส้ไม่ยังไม่มีใครรู้ได้แน่ชัด แต่ผู้ป่วยที่เป็นจะมีอาการปวดบริเวณใต้ท้องทางซ้าย โดยมากอาจจะมีอาการไข้ คลื่นไส้ และอาจจะมีเลือดในอุจจาระตามมา

การวินิจฉัยโรคก็ทำได้ด้วยการทำ CT สแกนโดยจะมีความแม่นยําในการวินิจฉัยโรคค่องข้างสูง อีกวิธีหนี่งที่สามารถใช้การตรวจหาสาเหตุคือการทำการส่องกล้องที่เรียกว่า colonoscopy ซึ่งคือการส่องกล้องทางทวารหนัก

การรักษาการติดเชื้อในผนังลำไส้ใหญ่ ทำได้โดยการอดหรือลดอาหารเพื่อทำให้การติดเชื้อหายไปเองส่วนใหญ่จะร่วมด้วยกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเป็นมากอาจจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อที่แพทย์และพยาบาลจะได้ดูแลใกล้ชิด การผ่าตัดเอาส่วนที่ติดเชื้อออกสามารถทำได้ แต่กรณีนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อย แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเป็นกรณีไป

 

 

error: กด RightClick แทน