วงจรชีวภาพสังเคราะห์อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษามะเร็งด้วยการทำภูมิคุ้มกันบำบัด

การรักษาโรคมะเร็งด้วยการทำภูมิคุ้มกันบำบัดกำลังเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสำหรับการต่อสู่กับโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง แต่การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวมีข้อจำกัดและทำให้ผลของการรักษายังไม่ให้ผลดีเท่าที่ควรในโรคมะเร็งหลายชนิด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย MIT ได้พัฒนาวงจรชีวภาพสังเคราะห์ที่ทำให้ทีเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากผลการทดลองที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ cell ได้แสดงให้เห็นว่าวงจรชีวภาพสังเคราะห์มีผลในการช่วยเหลือทีเซลล์สำหรับการกำจัดเซลล์มะเร็งรังไข่ที่ทำการทดลองในเซลล์ในห้องทดลองและในการทดลองกับสัตว์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าวงจรชีวภาพสังเคราะห์สามารถแก้ไขให้เหมาะสมกับเซลล์มะเร็งชนิดอื่นได้

ในปัจุบันมีการวิจัยการรักษาด้วยการทำภูมิคุ้มกันบำบัดที่ได้ผลสำเร็จในจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยด้วยการทำภูมิคุ้มกันบำบัดยังมีข้อจำกัดของทีเซลล์ดัดแปลงในการตรวจจับเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง เพราะเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดจะมีแอนติเจนเฉพาะและตรวจจับยาก ดังนั้นความสำเร็จของการรักษาด้วยการทำภูมิคุ้มกันบำบัดในปัจจุบันจึงยังไม่สูงมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจะอยู่ประมาณ 30% ถึง 40%

โดยปกติเซลล์ของสิ่งมีชีวิตรวมถึงเซลล์มะเร็งจะผลิตสารเคมีที่เป็นโปรตีนออกมา และเซลล์ในร่างกายเหล่านี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะรู้จักมันว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายร่วมถึงเซลล์มะเร็งด้วย การรักษาโรคมะเร็งด้วยการทำภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการดัดแปลงให้ทีเซลล์เข้าต่อต้านและกำจัดเซลล์มะเร็งบนพื้นฐานของสารเคมีที่เซลล์มะเร็งผลิตออกมา

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้พัฒนาการรักษาดังกล่าวไปอีกขั้นตอนหนึ่งโดยการสร้างวงจรยีนสังเคราะห์ที่ฉีดเข้าไปบริเวณของร่างกายที่มีเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตโดยใช้ไวรัสที่ไม่มีเชื้อโรคเป็นพาหะ เมื่อวงจรยีนสังเคราะห์ถูกกระตุ้นให้ทำงานมันจะผลิตโปรตีนที่ส่งเสริมการตอบสนองให้ทีเซลล์ของภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง

โดยปกติจะมีสารเคมีที่ผูกมัดอยู่กับเซลล์ของร่างกายซึ่งสารเคมีเกิดจากการหลั่งของภูมิคุ้มกันของร่างเพื่อทำปกป้องเซลล์ปกติจากการเข้าทำลายของทีเซลล์ แต่เซลล์มะเร็งมีความสามารถนี้เช่นกันทำให้ทีเซลล์คิดว่าเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติและปล่อยให้เจริญเติบโต ดังนั้นในวงจรยีนสังเคราะห์ที่ถูกพัฒนามานี้ยังช่วยทำให้ทีเซลล์ไม่หยุดการเข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งแอนติบอดีอีกชนิดหนึ่งออกมาเพืื่อผูกมัดกับเซลล์มะเร็งทำให้ทีเซลล์สามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้

ขั้นตอนต่อไปทีมของนักวิทยาศาสตร์จะทดสอบวงจรยีนสังเคราะห์กับการทดลองเซลล์มะเร็งชนิดอื่น ๆ และยังจะพัฒนาวิธีส่งวงจรยีนสังเคราะห์เข้าไปยังบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งให้มีประสิทธิภาพและง่ายต่อการผลิต นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังมีแผนการที่จะพัฒนาวงจรยีนสังเคราะห์มาใช้กับโรคแพ้ภูมิต้านทานตัวเองต่าง ๆ  เช่นโรคลำไส้อักเสบ โรคไขข้ออักเสบ

 


 

ที่มาวารสารทางวิชาการ cell

 

 

error: กด RightClick แทน