นมของแทสเมเนียนเดวิลสามารถฆ่าซูเปอร์บักส์ได้

Tasmanian devils

นักวิทยาศาสตร์และองค์กรอนามัยทั่วโลกมีความกังวลกับความล้มเหลวของยาปฏิชีวนะที่ทางทีมงานได้ลงบทความมาก่อนหน้านี้ สาเหตุของความกังวลนี้อันเนื่องจากการที่เราทุกคนใช้ยาปฏิชีวนะกันไม่ถูกต้องหรืออย่างไม่จำเป็น แต่ได้มีขาวดีจากนักวิทยาศาสตร์จากประเทศออสเตรเลียได้ค้นพบว่านมของแทสเมเนียนเดวิลมีสารประกอบต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่าเปปไทด์ซึ่งเป็นสารประกอบที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ แบคทีเรียที่ดื้อต่อยารู้จักกันในนามซูเปอร์บักส์ (superbug) รวมถึงแบคทีเรีย MRSA ที่ทำให้คนที่ติดเชื้อเสียชีวิตเป็นจำนวนมากทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์พบว่าในนมของแทสเมเนียนเดวิลมีสารประกอบต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย (หรือ เปปไทด์) ถึง 6 ชนิดในขณะที่นมของมนุษย์มีเพียงหนึ่งชนิด นักวิทยาศาสตร์เชื้อว่าสัตว์ในตระกูลนี้ได้สร้างสารประกอบเพื่อที่จะช่วยเหลือลูกที่เกิดมาให้แข็งแรงปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ อันเนื่องมาจากสัตว์ประเภทนี้จะตั้งครรภ์เพียงสองเดือนแล้วคลอดลูกออกมาเลียงต่อในถุงหน้าท้อง และที่สำคัญลูกที่เกิดมาไม่มีเนื้อเยื่อภูมิคุ้มกันหลักที่จะป้องกันภัยต่าง ๆ จากเขื้อโรค

MRSA

ผลการศึกษาได้มีการตีพิมพ์ในนิตยาสารวิทยาศาสตร์ Scientific Reports การศึกษานักวิทยาศาสตร์ได้สะแกนรหัสพันธุกรรมของแทสเมเนียนเดวิลได้พบสารประกอบที่เรียกว่าคาเธอลิไซดินส์ (cathelicidins)ซึ่งเป็นสารประกอบในตระกูลเปปไทด์ที่มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา หลังจากนั้นพวกเขาได้ทำการสังเคราะห์และใช้ทดสอบกับแบคทีเรีย 25 ชนิดและเชื้อรา 6 สายพันธุ์ และได้พบว่าสารคาเธอลิไซดินส์ที่สั่งเคราะห์ขึ้นมานี้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย MRSA ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเช่น การติดเชื้อที่ผิวหนังโรคปอดบวมและการติดเชื้อในกระแสเลือด

นอกจากนี้สารคาเธอลิไซดินส์ยังได้กำจัดยีสต์สายพันธุ์ที่หายากที่มีชื่อว่า แคนดิดาครูไซ (Candida krusei )ซึ่งทำให้มีการเสียชีวิตจากเชื้อยีสต์นี้เป็นจำนวนมาก และฆ่าเชื้อราร้ายแรงที่ทำให้เป็นโรคถึงกับชีวิตได้ที่แพร่กระจายทางอากาศชื่อ Cryptococcus gattii

แทสเมเนียนเดวิลเป็นสัตว์ในตระกูลมาร์ซูเพียลซึ่งรวมถึงจิงโจที่รู้จักกันดีพบเฉพาะในแทสเมเนียเท่านั้น ขนาดของมันจะประมาณหมาตัวเล็ก ๆ ในปัจจุบันอยู่ภายใต้ภัยคุกคามร้ายแรงจากโรคเนื้องอกบนใบหน้าที่เรียกว่า DFTD ซึ่งเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง

การค้นพบครั้งนี้เป็นการให้ความหวังกับต่อสู้กับซูเปอร์บักส์ที่กำลังคุกคามผู้ป่วยที่ติดเชื้อ โดยที่นักวิทยาศาสตร์เห็นด้วยกับการรีบเร่งในการคิดค้นตัวยาใหม่ในการกำจัดเชื้อโรคที่ดื้อต่อยาที่มีในปัจจุบัน มีการคาดการว่าถ้าไม่ทำอะไรให้สภานะการดีขึ้นจะมีการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วยทุกสามวินาทีจากซูเปอร์บักส์หรือเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยายาปฏิชีวนะภายในปี 2050

 

error: กด RightClick แทน