นักวิทยาศาสตร์พบกลไกความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลและเซลล์มะเร็ง

อาจเป็นที่สงสัยและเชื่อกันมานานแล้วถึงความสัมพันธ์โดยตรงของมะเร็งและน้ำตาล อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครที่สามารถยืนยันทางวิทยาศาสตร์ถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ ผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาของนักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยียมได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกลูโคสจำนวนมากที่ไปกระตุ้นการผลิตโปรตีนที่มากเกินไปในส่วนของเซลล์เนื้อเยื่อจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง

การวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้เริ่มทำการวิจัยความสัมพันธ์ของน้ำตาลและเซลล์มะเร็งตั้งแต่ปี 2008 โดยพวกเขาได้เริ่มทำความเข้าใจปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่าผลวอร์เบอร์ก(ชื่อตามนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน)  ผลวอร์เบอร์กคือปรากฏการณ์ของการย่อยสลายกลูโคสอย่างรวดเร็วให้เป็นกรดแลคติกที่ไม่พบปรากฏการณ์นี้ในเซลล์ปกติ ผลที่ได้จะเป็นพลังงานที่เซลล์เซลล์มะเร็งใช้ในการเจริญเติบโต

โดยปกติการผลิตพลังงานของเซลล์จะใช้ออกซิเจนเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาย่อยสลายสารอาหารต่าง ๆ  แต่ในการผลิตพลังงานของเซลล์มะเร็งจะไม่สนใจออกซิเจน แต่จะใช้เพียงกระบวนการย่อยสลายน้ำตาลให้เป็นกลแลคติกซึ่งใช้มันเป็นพลังงานในการเจริญเติบโต

ถึงแม้ว่าผลวอร์เบอร์กเป็นปรากฏการณ์ที่รู้กันมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่ากลูโคส(ซึ่งคือน้ำตาลที่มีความเข็มข้นมาก)เป็นผลที่ได้หรือเป็นสาเหตุของการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว ความพยายามในการกำจัดน้ำตาลให้หมดไปเพื่อทำให้เซลล์มะเร็งตายไปจะไม่ได้เป็นทางออกของการแก้ไข เพราะเซลล์ปกติต้องการน้ำตาลเช่นกัน

การวิจัยในครั้งนี้ได้ยืนยันว่าการใช้กลูโกสในปริมาณที่มากของเซลล์มะเร็งเป็นผลทำให้ไปกระตุ้นในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในเซลล์ของสัตว์ทุกชนิดบนโลกรวมถึงมนุษย์จะมียีน(สารพันธุกรรม)ที่เรียกว่ายีนแรส (Ras) ซึ่งเป็นยีนของเซลล์เชื้อรา โดยที่ยีนแรส จะถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่อได้รับน้ำตาลหรือกลูโกสในจำนวนที่มาก ซึ่งเป็นผลทำให้เซลล์หนึ่งเกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วที่ผิดปกติซึ่งเป็นจุดเด่นของเซลล์มะเร็ง

ผลการวิจัยถึงแม้ไม่ได้เป็นการค้นพบสาเหตุของผลวอร์เบอร์ก แต่ได้แสดงให้เห็นว่าผลวอร์เบอร์กจะมีความสำพันธ์โดยตรงกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเซลล์มะเร็ง ซึ่งการค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญที่ว่าการทดลองใหม่ ๆ ที่จะตามมาสามารถมุ่งเน้นไปที่กระบวนการดังกล่าวเพื่อหาวิธียับยั้งที่จะนำไปสู่การรักษาและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ในอนาคต

 


ที่มาวารสารทางวิชากการ Nature Communications 

 

error: กด RightClick แทน