UN รายงานว่าชั้นโอโซนของโลกกำลังมีสภาพที่ดีขึ้น

รายงานของสหประชาชาติที่ได้เผยแพร่ในสัปดาห์นี้เปิดเผยให้เห็นว่าชั้นโอโซนของโลกกำลังมีสภาพที่ดีขึ้นหลังจากได้รับความเสียหายที่เกิดจากสารเคมีต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น

โอโซนมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกในการช่วยป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตเอและบี ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก  นั้นก็หมายถึงว่าชั้นโอโซนที่เบาบางลงไม่เพียงมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอันตรายอย่างเช่นโรคมะเร็งผิวหนังและโรคต้อกระจก

การลดลงของปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศได้รับรู้กันมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 และเป็นผลทำให้เกิดความวิตกกังวลของผลร้ายต่างๆ ซึ่งได้นำไปสู่การลงนามในข้อตกลงมอนทรีออลในปี 1987 เพื่อเลิกลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อโอโซนทั่วโลก

จากข้อมูลประเมินผลทางวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการจากข้อตกลงมอนทรีออลได้แสดงให้เห็นว่าการเลิดลดสารเคมีเหล่านั้นทำให้ในวันนี้ชั้นโอโซนบางส่วนได้ฟื้นตัวกับมาในอัตรา 1-3% ต่อสิบปีนับตั้งแต่ปี 2000

องค์การสหประชาชาติประเมินว่าโอโซนซีกโลกเหนือและบริเวณละติจูดกลางชั้นโอโซนจะกลับมาเป็นปกติได้ภายในช่วงกลางทศวรรษ 2030 ซึ่งจะตามมาด้วยซีกโลกใต้ในทศวรรษที่ 2050 และบริเวณขั้วโลกชั้นโอโซนของโลกจะกลับมาเป็นปกติภายในปี 2060

ในช่วงเวลาที่ระดับโอโซนลดลงไปอยู่ในระดับต่ำที่สุดคือในปลายทศวรรษ 1990 ที่ประมาณ 10% ของชั้นโอโซนได้ลดลงไป และในปีนี้หลุมโอโซนที่อยู่เหนือขั้วโลกใต้มีขนาดลดลงไปถึง 16% เปรียบเทียบกับปี 2006 ซึ่งเป็นเวลาที่หลุมโอโซนมีขนาดใหญ่ที่สุด

การแก้ไขในข้อตกลงมอนทรีออลที่เรียกว่าการแก้ไขคีกาลีจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2019 ซึ่งจะเรียกร้องให้ทุกประเทศลดการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่ใช้ในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศกันมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามเป้าหมายการลดการใช้แก๊สเรือนกระจกที่ 80% ยังมีเพียง 58 ประเทศเท่านั้นที่ได้ตกลงลงนาม ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติประมาณไว้ว่าถ้านำการแก้ไขคีกาลีมาใช้โลกเราก็จะหลีกเลี่ยงจากการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกไปได้ 0.5 องศาเซลเซียสจากผลของภาวะโลกร้อนภายในศตวรรษนี้

 

 

error: กด RightClick แทน