มาทำความรู้จัก ไวรัสโคโรนา ที่ก่อให้เกิดโรค COVID-19

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างเป็นที่น่าตกใจเนื่องจากดูเหมือนไวรัสมีฤกธิ์ที่รายกาจในการแพร่กระบาดได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ในกรณีส่วนใหญ่ผู้คนที่ติดเชื้อจะมีอาการที่ไม่รุนแรง แต่บางกรณีเป็นอันตรายถึงชีวิตโดยทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่า 3,000 คนแล้ว

ไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรครับจากสัตว์ ซึ่งคือโรคการติดเชื้อถ่ายทอดมาจากสัตว์ ดังนั้นการระบาดของเชื้อไวรัสจะเริ่มติดเชื้อมาจากสัตว์ก่อน ก่อนที่มันจะกลายพันธุ์จนสามารถติดต่อกันระหว่างมนุษย์ได้

เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศจีนนิยมรับประทานอาหารทำจากสัตว์ป่า และแม้แต่สัตว์เลี้ยง หมาและแมว ตอนที่โรคซาร์ระบาดสาเหตุก็เกิดขึ้นในประเทศจีนและมีสาเหตุมาจากไวรัสโคโรนาเช่นกัน ในกรณีของโรคซาร์นั้นเชื้อไวรัสได้เริ่มต้นมาจากแมวข้ามมาสู่การติดเชื้อในมนุษย์ สำหรับการระบาดของโคโรนาไวรัสในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่า เชื้อไวรัสเริ่มต้นมาจากสัตว์ชนิดใด

องค์การอนามัยโลกได้บัญญัติชื่อสำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นทางการว่า Severe Acute Respiratory Syndrome coronavirus 2 หรือย่อว่า SARS-CoV-2  ชื่อเดิมก่อนบัญญัติชื่อเป็นทางการคือ Novel coronavirus 2019

โรคที่เกิดขึ้นจากไวรัส SARS-CoV-2 เราจะเรียกว่า Coronavirus Disease 2019 (โรคโคโรนาไวรัส 2019) หรือย่อ COVID-19 (โควิด19) ในทางวิชาการนั้นจะเรียกโรคและเชื้อไวรัสที่ก่อโรคนั้นแตกต่างกัน เช่น ไวรัสเอชไอวี (HIV – human immunodeficiency viruses) ก่อให้เกิดโรค เอดส์ (AIDS – acquired immune deficiency syndrome)​ ดังนั้นเราไม่เรียกว่า ไวรัสเอดส์

อย่างไรก็ตามไวรัสโคโรนานั้นมีชื่อที่ยาวหรือเรียกกันยากเมื่อย่อ SARS-CoV-2 โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะออกเสียงอย่างไร ดังนั้นในสื่อต่างประเทศส่วนใหญ่ก็ยังคงเรียกว่า Novel coronavirus 2019 หรือเพียง the coronavirus นอกจากนั้นจากชื่อที่ไม่สะดวกในการสื่อสารทำให้บางคนหรือแม้แต่สื่อบางคนเริ่มเรียกไวรัสว่า ไวรัสโควิด19

ไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสที่ติดเชื้อและรบกวนการทำงานของระบบหายใจของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อเขาติดเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการของการเป็นไข้หวัด แต่ในบางสายพันธุ์อย่าง SARS-CoV-2 และในบางกรณีจะก่อให้เกิดโรคปอดบวมที่รุนแรงได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการศึกษาเบื้องต้นของทีมนักวิทยาศาสตร์จีนพบว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในเมืองหวู่ฮั่นนั้นเชื่อได้มีอยู่ด้วยกันสองสายพันธุ์ย่อยคือ L และ S โดยที่สัดส่วนของไวรัสโคโรนา  L นั้นมีประมาณ 70% ในขณะอีก S มีอยู่ประมาณ 30% โดยที่สายพันธุ์ S จะมีฤทธิ์น้อยกว่า L

การศึกษาเป็นการวิเคราะห์ ดีเอ็นเอ ของ ไวรัสโคโรนาจากผู้ป่วยจำนวน 103 คนเท่านั้น ดังนั้นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและสถาบันแพสเตอร์ในเซี่ยงไฮ้จึงได้เตือนว่า การศึกษาของพวกเขานั้นมีข้อมูลและเวลาที่จำกัด และกล่าวว่า การศึกษาข้อมูลที่มากกว่านี้ต่อไปมีความจำเป็นเพื่อที่จะทำความเข้าใจวิวัฒนาการของไวรัสได้อย่างถ่องแท้

เป็นเรื่องปกติที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่บนโลกมาก่อนมนุษย์เราเนื่องจากความสามารถในการกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอดนั้นเอง ไวรัสจะประกอบด้วยเยื่อหุ้มที่เป็นโปรตีนเต็มไปด้วยสารพันธุกรรมและจำเป็นต้องเข้าไปอยู่อาศัยในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วยเพื่อเพิ่มขยายแพร่พันธุ์

เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของสิ่งมีชีวิตนั้นมีกลไกและศักยภาพในการยับยั้งไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของไวรัสมันจึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงกลไกของระบบภูมิคุ้มกันเหล่านี้ให้ได้โดยการกายพันธุ์ไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถตรวจจับและทำลายได้

ในกรณีของไวรัส SARS-CoV-2 จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าไวรัส L ดูเหมือนจะกลายพันธุ์มาจาก S ที่จะไม่ค่อยรายกาจเท่ากับสายพันธุ์ L  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า L เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติในเมืองหวู่ฮั่น ซึ่งเป็นเมืองที่เชื่อกันว่าการแพร่ระบาดของไวรัสเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ไวรัส SARS-CoV-2 เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA virus) ซึ่งคือไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นแบบอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว ในตอนที่ไวรัส (S) พึ่งข้ามจากสัตว์เข้าสู่มนุษย์ ไวรัสจะยังไม่ฤทธิ์มากนักเนื่องจากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างดีเยี่ยมในเซลล์ของมนุษย์ แต่เมื่อเริ่มขยายเพิ่มจำนวนในมนุษย์มากขึ้นการกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้น และทำให้มันมีฤกธิ์มากขึ้นจนสามารถติดต่อกันระหว่างมนุษย์ได้

 

 

error: กด RightClick แทน