ไส้เดือนดึกดำบรรพ์แช่แข็งอยู่ 42,000 ปีฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้ง

ภาพไส้เดือนฝอยลักษณะเดียวกันกับที่ขุดพบในไซบีเรีย ภาพโดย the creative commons

ไส้เดือนดึกดำบรรพ์ถูกขุดขึ้นมาจากในตะกอนที่แข็งเป็นน้ำแข็งในไซบีเรียประเทศรัสเซียได้ถูกนำออกมาศึกษาและถูกทำให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้หลังจากถูกแช่แข็งทางธรรมชาติเป็นเวลาประมาณ 42,000 ปีซึ่งทางธรณีวิทยาจะจัดอยู่ในยุคไพลสโตซีน

นักวิทยาศาสตรได้ขุดไส้เดือนฝอยยุคไพลสโตซีนออกมาจำนวน 300 ตัวจากดินเพอร์มาฟรอสท์ที่แข็งเป็นน้ำแข็งในไซบีเรีย แต่สองตัวในจำนวนนั้นได้กลับฟื้นคืนชีพกลับมาได้ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวตัวได้และเริ่มที่จะกินอาหาร

โดยที่ไส้เดือนฝอยยุคไพลสโตซีนตัวแรกถูกขุดออกมาได้จากดินเพอร์มาฟรอสท์ที่เป็นโพรงของกระรอกดึกดำบรรพ์ในดูวานนียาร์เอาท์ครอพทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย โดยที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าไส้เดือนตัวนี้มีอายุประมาณ 32,000 ปี

ไส้เดือนอีกตัวขุดพบจากดินเพอร์มาฟรอสท์เช่นกันบริเวณใกล้กับแม่น้ำอลาซียาในปี 2015 ที่มีอายุประมาณ 41,700  ดินเพอร์มาฟรอสท์เป็นดินใต้พื้นดินในเขตขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งตลอดปีทำให้ดินมีสภาพแข็งเป็นน้ำแข็งสามารถเก็บรักษาสิ่งมีชีวิตหรือซากของสิ่งมีชีวิตทางธรรมชาติที่ติดข้างในบริเวณนี้ไว้ได้เป็นเวลานาน

สถานที่ขุดพบไส้เดือนฝอยดึกดำบรรพ์

ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากรัสเซียและสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์เผยแพร์ในวารสาร Doklady Biological Sciences แสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์ได้นำไส้เดือนที่ถูกแช่แข็งตามธรรมชาติมาเก็บไว้ในจานทดลองที่อุณหภูมิ -20 เซลเซียสก่อนที่จะค่อยละลายอย่างช้าๆใช้เวลาในการละลายหลายสัปดาห์

นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่าผลการวิจัยในครั้งนี้ได้แสดงถึงความสามารถของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ในการปิดระบบการทำงานตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่ไม่ทำงานเนื่องจากจากสภาวะแวดล้อมที่หนาวเย็นไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตดังเช่นความเย็นจัดในดินเพอร์มาฟรอสท์บริเวณอาร์กติกของไซบีเรียก่อนที่จะสามารถฟื้นตัวกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งเมื่ออุณหภูมิค่อยๆอุ่นขึ้นอย่างช้าๆ

ยุคไพลสโตซีนเป็นยุคที่เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ประมาณ 2.6 ล้านปีก่อนจนมาถึง 11,700 ปีก่อน ซึ่งในยุคนี้เป็นช่วงเวลาของยุคน้ำแข็งที่เกิดขึ้นหลายครั้งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกที่อุ่นขึ้นและเย็นลง การวิจัยในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยโมสโกสเตต โรงเรียนเศรษฐศาสตร์ในกรุงมอสโก สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งรัสเซียในกรุงมอสโก และมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐอเมริกา

 


 

ที่มา The Siberian Times

 

 

error: กด RightClick แทน