หลุมอุกกาบาต ยาร์ราบับบา เป็นแอ่งธรณีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ยาร์ราบับบา ปัจจุบันสภาพอาจไม่เป็นหลุมหรือแอ่งที่เห็นได้ชัด ภาพโดย NASA

การศึกษาวิจัยครั้งใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียชี้ว่า หลุมอุกกาบาตยาร์ราบับบา เป็นแอ่งทางธรณีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แอ่งธรณียาร์ราบับบาตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองมีคาทาร์ราในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีขนาดกว้างประมาณ 70 กม. เกิดขึ้นจากการตกชนของดาวเคราะห์น้อยเมื่อ 2.29 พันล้านปีก่อน

เมื่อกว่า 2 พันล้านปีก่อนดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งได้พุ่งตกชนโลกอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดเป็นแอ่งธรณีขนาดใหญ่ดังกล่าว และจากการวิจัยล่าสุดในครั้งนี้เชื่อได้ว่า ยาร์ราบับบา เป็นแอ่งธรณีที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้มาและยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ ยาร์ราบับบามีอายุมากแอ่งธรณีหรือหลุมอุกกาบาตอื่น ๆ ที่เก่าแก่ที่สุดกว่า 200 ล้านปี และนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่ออีกว่า การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน

ยาร์ราบับบาเป็นแอ่งธรณีขนาดใหญ่ที่ได้รับการเปิดเผยและอธิบายเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2003 แต่ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้อายุที่แท้จริงของเหตุการณ์การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย จนกระทั้งการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียในครั้งนี้

พทายขนาดเล็กที่พบในบาตยาร์ราบับบา ภาพโดย NASA

ในการวัดอายุทางธรณีนักธรณีวิทยานักวิทยาศาสตร์จะใช้วิธีการวัดที่เรียกว่า “นาฬิกาไอโซโทป” ซึ่งคือการวัดอายุโดยการเทียบความแตกต่างของไอโซโทปของแร่ในหินโดยเฉพาะแร่ พทาย และ โมนาไซท์ ที่พบมีขนาดเล็กเท่า ๆ กับเส้นผมหนึ่งเส้น แร่ธาตุเหล่านี้จะประกอบด้วยยูเรเนียมจำนวนเล็กน้อยซึ่งจะค่อย ๆ สลายตัวกลายเป็นตะกั่วตามกาลเวลาในอัตราที่คงที่นตามคุณสมบัติของการสลายตัว

การตกชนของดาวเคราะห์น้อยสู่พื้นผิวโลกทำให้อุณหภูมิในหินสูงขึ้นร้อนขนาดที่ทำให้หินเหล่านี้สูญเสียตะกั่วที่สะสมจากการสลายของยูเรเนียมไป หลังการนั้น นาฬิกาไอโซโทป ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและตะกั่วที่สะสมขึ้นใหม่นี้จะเป็นตะกั่วที่เกิดขึ้นหลังจากการตกชนของดาวเคราะห์น้อย ดังนั้นนักธรณีวิทยาก็สามารถคำนวณกลับไปจากวันที่ตะกั่วเหล่านี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้นโดยการวัดไอโซโทปของยูเรเนียมและตะกั่วในแร่ที่พบในยาร์ราบับบาเหล่านี้ นักธรณีวิทยาพบว่า แอ่งธรณีก่อตัวขึ้นจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยเมื่อ 2.229 พันล้านปีก่อนโดยมีความแม่นยำในระดับบวกหรือลบไปห้าล้านปี

2.229 พันล้านปีก่อนเป็นช่วง บรมยุคโพรเทอโรโซอิก (​Proterozoic) ซึ่งในช่วงเวลานั้นโลกเรามีความเยือกแข็งปกคลุมไปทั่วโลกจนนักวิทยาศาสตร์เรียกว่าช่วงเวลานั้นว่าช่วงเวลาของโลกเป็น  “ก้อนน้ำแข็ง” หรือ Snowball Earth บรมยุคโพรเทอโรโซอิกเป็นช่วงเวลาที่ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรกำลังพัฒนาขึ้น และเริ่มมีออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เช่น ไดโนเสาร์ ปลา หรือแม้แต่พืช จะมีเพียงสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แบบเรียบง่ายอยู่

บันทึกทางธรณีวิทยาแสดงให้เห็นว่าโลกในขณะนั้นเป็นก้อนน้ำแข็งอยู่ เมื่อการตกชนของดาวเคราะห์เกิดขึ้นหลังจากนั้นน้ำแข็งได้หายไปเป็นเวลาหลาย ๆ ร้อยล้านปี จนทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การตกชนของดาวเคราะห์น้อยนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกจากความเยือกแข็งมาสู่ความอบอุ่นขึ้น

นักวิจัยได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ขึ้นเพื่อคำนวณหาความเป็นไปได้ที่ว่า การตกชนของดาวเคราะห์น้อยอาจเปลี่ยนโฉมโลกของเราไปอย่างสิ้นเชิง โดยผลการจำลองพบว่า การตกชนบนพื้นผิวโลกที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งนั้นจะทำให้ไอน้ำ ซึ่งเป็นแก๊ซเรือนกระจกชนิดหนึ่ง กว่าครึ่งล้านล้านตันพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศของโลก

นั่นเป็นไอน้ำจำนวนระหว่าง 87 ล้านล้านถึง 5,000 ล้านล้านกิโลกรัมที่พุ่งขึ้นสู่บรรยากาศ และนั้นเป็นเหตุผลทำให้นักวิจัยเชื่อว่า การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยมีความเป็นไปได้มากที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ทำแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของโลกในช่วงบรมยุค โพรเทอโรโซอิก  ดังนั้นเราอาจยังไม่ทราบแน่ชัดว่า การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยที่ยาร์ราบับบานั้นเป็นจุดเปลี่ยนผันของโลกจากความเยือกแข็งมาเป็นความอบอุ่นขึ้นหรือไม่

 

 

error: กด RightClick แทน